รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ลงพื้นที่ศรีสงคราม ติดตามสถานการณ์น้ำประตูระบายน้ำลำน้ำอูน กำชับบริหารจัดการน้ำเชิงป้องกัน
วันที่ 20 กันยายน 2569 เวลา 11.15 น. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เสี่ยง ณ โครงการประตูระบายน้ำลำน้ำอูน บ้านปากอูน ตำบลศรีสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม โดยมี นายศักดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไวฑิต โอชวิช รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 1 นางพูนสุข โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอศรีสงคราม ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์
สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในอำเภอศรีสงคราม ได้แก่ บริเวณจุดบรรจบลำน้ำอูนกับแม่น้ำสงคราม ตำบลศรีสงคราม ซึ่งมีพื้นที่เสี่ยงประมาณ 5,000–6,000 ไร่ และบริเวณบ้านโพนขาว ตำบลโพนสว่าง ประมาณ 10,000 ไร่ รวมพื้นที่เสี่ยงประมาณ 15,000–16,000 ไร่ จึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ วัชพืช การขุดลอกแหล่งน้ำ และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวก และลดความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร
ส่วนโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำอูน บ้านปากอูน ตำบลศรีสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำ มีบานระบายน้ำ จำนวน 3 บาน อยู่ในความดูแลของโครงการชลประทานนครพนม มีบทบาทในการควบคุมและบริหารจัดการน้ำในลำน้ำอูน โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น สามารถใช้เป็นจุดควบคุมการระบายน้ำจากลำน้ำอูนลงสู่แม่น้ำสงคราม และเชื่อมโยงการระบายน้ำออกสู่แม่น้ำโขง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำหลากและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มองแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับแนวพระราชดำริ “โครงการแก้มลิง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้หลักการเก็บกักน้ำไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสมในช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก แล้วบริหารจัดการระบายน้ำออกเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย เปรียบเสมือนการบริหารพื้นที่รองรับน้ำเพื่อชะลอและลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจในช่วงเวลาที่มีน้ำหลาก ขณะเดียวกัน น้ำที่กักเก็บไว้ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำ โดยเฉพาะภาคการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง
นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำยังมีความเชื่อมโยงกับการส่งเสริม “การเกษตรแบบแปลงใหญ่” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อร่วมกันวางแผนการผลิตและบริหารจัดการทรัพยากร โดยมีเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง มุ่งลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพผลผลิต การจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่จึงควรดำเนินการควบคู่กับการวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและสถานการณ์น้ำในแต่ละช่วงเวลา