รัฐบาลเดินหน้าปราบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายทั่วประเทศ สั่งตรวจเข้มโรงงาน 105–106 ครบ 76 จังหวัด ย้ำไม่ผ่อนปรน–บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด พร้อมดันความผิดลักลอบทิ้งกากเป็นคดีฟอกเงิน ยึดทรัพย์ตัดวงจรผู้กระทำผิด
(5 พ.ย. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับโรงงานประกอบกิจการลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการของเสียจากอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
นางสาวลลิดากล่าวว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำชับในการประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจดำเนินการตรวจสอบโรงงานอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง หลังเริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยวันแรกตรวจสอบได้ 80 โรงงาน และวันที่สองอีก 91 โรงงาน รวม 171 โรงงาน พร้อมย้ำว่าต้องไม่ผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมาย แม้การปฏิบัติการจะผ่านไปหลายสัปดาห์
การตรวจสอบไม่ได้จำกัดเฉพาะ 5 จังหวัดอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ แต่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงโรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และโรงงานที่ถูกสั่งระงับกิจการแล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการแก้ไข โดยให้ชุดปฏิบัติการในพื้นที่ 5 จังหวัด และอีก 71 จังหวัด ตรวจสอบเชิงรุก พร้อมติดตามผลการดำเนินการตามคำสั่งอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การยึดความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การตรวจสอบเชิงรุกและติดตามผลจนสิ้นสุดกระบวนการ การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและฝ่ายปกครองท้องถิ่น และการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้
สำหรับโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติโรงงานอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการออกคำสั่งตามมาตรา 37 และมาตรา 39 ต้องกำหนดระยะเวลาแก้ไขให้ชัดเจนและเหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้มีการขยายเวลาซ้ำจนเกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งต้องพิจารณามาตรการทางกฎหมายขั้นต่อไป รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดกับโรงงานที่กระทำผิดซ้ำซาก พร้อมติดตามปัญหากลิ่น ควัน เสียง น้ำเสีย และการปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยังสั่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมชะลอการออกใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ไว้ก่อน โดยยังไม่กำหนดข้อยกเว้นเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลกิจการจัดการกากอุตสาหกรรม
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้หารือร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อผลักดันให้ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การฝ่าฝืนกฎหมายโรงงาน และกฎหมายวัตถุอันตราย เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์สิน และการตัดวงจรเครือข่ายผู้กระทำผิด โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันแนวทางดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม โดยได้เสนอเรื่องต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลและความเห็นเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน
“รัฐบาลยืนยันว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต้องไม่แลกกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน โรงงานที่ประกอบกิจการต้องรับผิดชอบต่อของเสียที่เกิดขึ้น ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของชุมชนและสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบครั้งนี้จึงต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าอุตสาหกรรมไทยสามารถเติบโตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว
ดูน้อยลง